SocAnt's profileChiangMai University / S...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
ChiangMai University / SOC-ANT'32ม้าหิน ต้นมะม่วงงาม นึกถึงยามเราสนุกด้วยกัน ... |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
May 13 4 เรื่องสุขภาพ... เอามาฝากด้วยความปรารถนาดี
1. ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน
คำตอบคือกินสายกลาง กินสายกลางคือกินมื้อเช้าและมื้อเที่ยง งดมื้อเย็น เปรียบตัวเราเป็นรถยนต์ ตื่นเช้ามาต้องเติมน้ำมันก่อน หรือกินมื้อเช้า รถจึงจะวิ่งได้ ถึงเที่ยงน้ำมันยังไม่หมด เติมอีกครั้ง ถึงเย็นก่อนนอนก็ยังไม่หมด ฉะนั้นถ้ากินมื้อเช้า มื้อเที่ยง จนถึงเย็น พลังงานยังเหลือแน่นอน ไม่จำเป็นต้องไปเติมอีก เพราะเวลานอนร่างกายจะนำพลังงานที่เหลือใช้ไปเก็บในที่ต่างๆ โดยตับเป็นผู้ทำงานนี้ ถ้าพลังงานเหลือมาก การเอาไปเก็บในที่ต่างๆก็มาก ทำให้อ้วน และแน่นอนถ้าเก็บไม่หมดโดยเฉพาะพวกไขมันตัวโตๆ จะต้องค้างอยู่ในหลอดเลือด ถ้าค้างสะสมมากเท่าใด รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้น้อยลง อวัยวะทั้งหลายก็จะเสื่อมสภาพเร็วขึ้นหรือแก่เร็วขึ้น ถ้าวันไหนอุดตัน เช่นถ้าตันที่สมอง จะกลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งซีก ถ้าอุดตันที่ไต ต้องล้างไต เปลี่ยนไต ถ้าตันที่ขา อาจต้องตัดขาทิ้ง ถ้าตันที่กล้ามเนื้อหัวใจ ก็จะไม่มีโอกาสได้สั่งลาใคร ฉะนั้นการกินมื้อเย็นจึงเป็นมื้อที่เร่งกระบวนการเสื่อมถึงเสียชีวิตให้เร็วขึ้นไปอีก มื้อเย็นจึงเป็นมื้ออันตราย เป็นมื้อตายผ่อนส่ง ยิ่งกินมื้อเย็นมาก ยิ่งผ่อนส่งมาก ตายเร็ว ถ้าไม่กินมื้อเย็น ก็จะแก่ช้า เสื่อมช้า อายุยืน การไม่กินอาหารมื้อเย็นเป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส สุขภาพดี อายุยืน และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน วิธีฝึกมี 4 วิธี (1.) ค่อยๆลดปริมาณอาหารมื้อเย็น ทีละน้อยๆเช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน เหลือ1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหาร เย็นแล้วห้ามกินอาหารใดๆทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ ต่อไปกินผักผลไม้ สุดท้ายงดอาหารเย็น (2.) ร่นเวลากินอาหารเย็น เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น 5 โมงเย็น 4 โมงเย็น 3 โมงเย็น ฯ (3.) กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว (4.) กินมังสะวิรัตมื้อเย็น การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์ พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้ ร่างกายมีเวลาถึง 18 ช.ม. กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า มื้อเที่ยงได้ทัน ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน 2. โรค Attention Deficit Trait ดย ผศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th
ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะของ Multitasking หรือไม่ครับ? คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลาย ๆ อย่างไปในขณะเดียวกัน เช่นในขณะที่กำลังเช็คอีเมลทางคอมพิวเตอร์ ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะ Multitasking นั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก Attention Deficit Trait หรือ ADT โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพักท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่? อ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อWhy Smart People Underperform เขียนโดย Edward M. Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน เรามักจะเรียกโรคนี้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น ผู้เขียนบทความนี้เขาพบว่า ในช่วงหลังๆ เริ่มมีผู้ใหญ่เข้ามารับการรักษาในอาการที่คล้ายกับโรคสมาธิสั้นกันมากขึ้น แต่เมื่อวินิจฉัยดูก็ไม่ได้เป็นโรคสมาธิสั้น แต่เป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มีอาการคล้ายกับโรคสมาธิสั้น คุณหมอท่านนี้เลยตั้งชื่อใหม่ว่าเป็น Attention Deficit Trait หรือ ADT โดยสาเหตุของ ADT จะต่างจากโรคสมาธิสั้น เนื่องจากโรคสมาธิสั้นจะมีสาเหตุมาจากพันธุกรรมและสภาวะแวดล้อม แต่ ADT นั้น จะมาจากสภาวะแวดล้อมเป็นหลัก ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น) ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized) การจัดลำดับความสำคัญ และการบริหารเวลา โรค ADT นี้ มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้นเมื่อเราก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆ และท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จ จะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญของโรค ADT เพราะเมื่อเรามีงานที่เร่งด่วน หรือจำเป็นเข้ามาเรื่อยๆ เราก็มักจะรับภาระความรับผิดชอบต่องานเหล่านั้น อีกทั้งไม่บ่นไม่โวยวายต่อภาระงานที่เพิ่มขึ้น เราจะก้มหน้าก้มตาพยายามทำให้งานสำเร็จ ทั้งๆ ที่กำลังความสามารถ และเวลาของเราไม่เหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณของงานที่เข้ามา ดังนั้น เมื่อเจอกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและเร่งด่วนขึ้น เราก็มักจะอยู่ในอาการของความรีบร้อนตลอดเวลา พยายามทำงานให้เสร็จโดยเร็ว การทำงานหลายๆ อย่างไปพร้อมๆ กัน และขาดสมาธิต่อการทำงานๆ หนึ่ง (Unfocused) แต่ในขณะเดียวกัน บุคคลเหล่านี้ก็จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ทีนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าโรค ADT จะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้น? ง่ายๆ ก็คือ ทำให้สมองเราสูญเสียความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง จะส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก จะทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง การที่สมองเราจะต้องรับ วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้น โรคนี้ถือเป็นโรคใหม่ในที่ทำงานอย่างหนึ่งครับ เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมในการทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สมองเราจะต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิม วัฒนธรรมในการทำงานในปัจจุบัน ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เราเกิดโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสำคัญของความเร็วในการทำสิ่งต่างๆ ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเราต้องการความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ (เรามักจะคิดว่าในเมื่อคนทุกคนมีเวลาเท่ากัน ดังนั้น ผู้ที่มีความเร็วมากกว่าจะทำงานได้มากกว่า) ท่านผู้อ่านลองสังเกตเวลาท่านขึ้นลิฟต์ ปุ่มไหนที่ท่านจะกดบ่อยที่สุด ปุ่มนั้นก็คือปุ่ม "ปิดประตู" เนื่องเพราะทุกคนเป็นทาสของความเร็ว ไม่สามารถรอให้ลิฟต์ปิดได้เอง ***ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเป็นโรค ADT กันบ้างไหม ลองสังเกตตัวเองก็รู้สึกว่าเป็นเหมือนกัน ทั้งสาเหตุและอาการก็เหมือนกับที่คุณหมอเขาเขียนไว้ในบทความของเขาเลย เพียงแต่ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งตกใจนะครับ ถ้ารู้สึกว่าตนเองเป็น ADT เนื่องจากคนแต่ละคนจะมีวิธีการในการบริหารและจัดการกับโรค ADT ที่ต่างกัน (เนื่องจากสมองของคนแต่ละคนต่างกัน)*** 3. ดื่มน้ำน้อยมีผลร้ายที่คุณคิดไม่ถึง
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์ กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซนต์ ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ แล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด เลือดเราจะข้นหนืด ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ ของร่างกาย หัวใจเองนั่นแหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง จากประสบการณ์ที่พบคนไข้ที่เป็นโรคความจำเสื่อม เป็นถึงระดับผู้บริหารใหญ่ๆก็หลายท่าน ดื่มน้ำวันละ 2-3 แก้ว ไม่เกิน 500 ซี.ซี. เลือดก็ข้นหนืด เต็มไปด้วยไขมัน สังเกตุได้หัวตาเหมือนกับเอาพู่กันป้ายสีขาวไว้ และก็ฟันธงได้เลยว่าทุกรายถ้าดื่มน้ำอย่างนี้คลอเรสเทอรอลสูงทุกคน รอให้เส้นเลือดอุดตันได้เลย ดื่มน้ำน้อยมาก เลือดคงจะข้นหนืด ผนังมดลูกคงจะแห้งไม่ลอกหลุดออกมาเมื่อมีไข่ตก และไม่ได้รับการผสมพันธุ์ เลือดนั้นก็ยังสะสมเป็นของเสียอยู่ที่ผนังมดลูกเดือนแล้วเดือนเล่า เมื่อช่องทางการขับของเสียดำเนินไม่ได้ตามธรรมชาติ ร่างกายก็จะสร้างรั้วขอบเขตเป็นถุง เป็นเนื้องอก มาหุ้มห่อของเสียนั้นไว้ ของเสียก็จะค่อยๆกลายเป็นเนื้องอกและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด ช่องทางในการขับของเสียออกจะมีอยู่ 5 ช่องทางด้วยกันคือ 1. ไต ขับออกมาทางปัสสาวะ 2. ลำไส้ใหญ่ ขับออกมาทางอุจจาระ 3. ปอด ขับออกมาทางลมหายใจ 4. ผิวหนัง ขับออกมาทางเหงื่อ 5. รอบเดือน ขับออกมาทางประจำเดือน 4. เส้นโลหิตในสมองบกพร่อง - เคล็ดลับการวินิจฉัยอาการโรค Apoplexy วิธีวินิจฉัยอาการ แพทย์แนะว่า คนข้างเคียงเพียงแค่ทดสอบผู้ป่วยด้วย 3 ข้อ โปรดจำเคล็ดลับ STR ดังต่อไปนี้ S: (smile) ให้ผู้ป่วยยิ้ม T: (talk) ให้ผู้ป่วยพูดประโยคที่มีสาระสมบูรณ์ เช่น วันนี้อากาศสดใสดีจัง R: (raise) ให้ผู้ป่วยชูแขนสองข้าง อาการอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้าม ให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออก ถ้าลิ้นม้วนหรือเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ใช่แล้ว ส่ออาการอันตราย !!! ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปรกติข้อใดข้อหนึ่ง ให้รีบติดต่อแพทย์ ส่ง ร.พ.โดยด่วน
(Thanks to Nong Arr for sharing these)
April 11 up-date from Vietnamถึงพี่ๆน้องๆน้าๆป้าๆและเพื่อนๆทั้งหลาย หลายคนคงสงสัยว่าเราทำไมถึงเงียบๆไป วันนี้พอมีเวลาเลยเอารูปเราตอนปัจจุบันมาฝาก
![]() ขอถือโอกาสส่งเมล์นี้รวมให้ทุกคนเลยละกันอ่ะนะ เพราะว่าเดี๋ยวนี้นานๆทีเราถึงจะได้มีโอกาสมาหย่อนก้นลงบนเก้าอี้หน้าคอมตัวเก่าตัวนี้แล้วล่ะ
(ไปเลิกมาจากถ้ำกระบอก) ใช่แล้ว เราเปลี่ยนไปแล้ว เราไม่ใช่พี่เอ้ หรือน้องเอ้ หรือเพื่อนเอ้คนเดิมอีกแล้ว เราไม่ติดคอมแล้ว! เย้ ! เราไม่นั่งหน้าคอมนานๆแล้ว เราไม่นั่งเขียนเวบข้ามวันข้ามคืนแล้ว เราไม่อ่านซ้อเจ็ดแบบเอาเป็นเอาตายแล้ว เพราะว่าเราเองนั่นแหละที่จะตายซะก่อน จริงๆแล้วสังขารมันไม่ไหวแล้วอ่ะ เลยต้องรู้จักเจียมซะบ้าง หลงคิดว่าตัวเองเป็นเด็กฮิปอายุสิบห้าสิบหกอยู่ตั้งนาน จนยมพบาลต้องมาสะกิดเรียกป้าๆเจียมตัวหน่อย นั่นแหละถึงได้รู้สึกตัว ก้อช่วงนี้น่ะดิ ดวงมันตกอ่ะ ปีหนู ป่วยไม่ลืมหูลืมตา ไม่รู้มันเป็นยังงัย อายุจิงๆก้อเพิ่งจะสามสิบก่าๆ แต่คงหักโหมหรือไม่ก้อไปเบิกเอาพลังงานมาใช้ล่วงหน้ามากไปหน่อย ร่างกายมันเลยเหมือนใช้งานมาจนถึงอายุเจ็ดสิบแล้วอ่ะ ก็อย่างที่บางคนก็รู้แล้วอ่ะนะว่าเราน่ะป่วยหนักเดือนที่แล้ว ป่วยที่เวียตนามอยู่เกือบสิบวัน จนสุดท้ายต้องบินไปเข้าโรงบาลที่เมืองไทยอีกเจ็ดวัน ก้อคือเริ่มต้นป่วยมาตั้งแต่ สิบสี่กุมพา (เข้าใจเลือกวัน) จนออกจากโรงบาลก้อยี่สิบเจ็ดกุมพาพอดี หมอถามเราว่าไปเอาเชื้อตลกๆอะไรมาจากเวียตนามมั่ง เราฟังดูก้อคล้ายๆจะตลกอ่ะนะแต่ว่าตลกไม่ออกว่ะ ไม่เคยป่วยทรมานอะไรเท่านี้เลยในชีวิต ตอนคลอดลูกยังไม่ทรมานเท่านี้เลยสาบานได้ ตกลงหมอลงความเห็นว่าเราเป็นโรคพี่ไทยปอดแหก (นิวโมเนียกะไข้ไทฟอยรวมกัน) ปัดโธ่เอ้ย จะไม่ให้แหกได้งัยล่ะ ก็ก่อนหน้าที่เราจะป่วย ก้อเพิ่งจะมีแม่บ้านคนไทยด้วยกันนี่แหละ ป่วยเป็นไข้ หนาวสั่นอยู่สองวัน วันที่สามไปหาหมอ หมอบอกไม่ไหวแล้ว วันถัดมาลูกต้องบินมาจากเมืองไทยมารับศพกลับบ้าน แล้วครายล่ะจะไม่กัวตาย โดยเฉพาะมาตายไกลบ้านไกลเมืองที่เวียตนามนี่อ่ะ จะเอาศพกลับบ้านได้หรือป่าวก็ไม่รุ สามีกะลูกจะอยู่กันยังงัยถ้าไม่มีเรา จะกอดคอกันหัวเราะร่าไปอีกกี่วันก้อสุดจะคาดเดา ป่วยเป็นไข้อยู่เวียตนามสิบวันไปหาหมอสองรอบ หลังจากทำการตรวจผ่านไปรอบละเกือบสิบชั่วโมง อัลตร้าซาวตั้งแต่รากผมยันก้นกบ สรุปให้ยาพารามากินรอบละสองเม็ด (หลังจากที่นับแล้วนับอีกว่าไม่เกินสองเม็ดแน่ๆ ) สงสัยกัวคนไข้จะหายป่วยอ่ะ ไม่ก้อกัวเรากินยาพาราเกินขนาดมั้ง ยังมีหน้ามาบอกว่าพบว่าติดเชื้อแต่หาไม่เจอว่าที่ไหนและก็ไม่มีอีวีเด้นซว่าเป้นเชื้อแบคทีเรีย สรุปหมอเวียตนามให้ยาฆ่าเชื้อเราไม่ได้ (โคตระระหวง) จะให้เชื้อฆ่าเราแทน เออ ดีเหมือนกัน เอาพารากลับบ้านไปแทนละกัน แถมวิตามินซีให้อีกนิดหน่อย นี่ใจป้ำสุดๆแล้วนะสำหรับหมอเวียตนามน่ะ หายดีกลับบ้านได้ก็บินกลับมาเป็นแจ๋วรับใช้ชายใหญ่กะชายเล็ก ใช้ชีวิตพจมานแบบเดิมๆ หมอให้ยามากินต่ออีกเดือนนึง ยังไม่ทันได้ตั้งตัวดี (ผ้าเก่ายังรีดไม่หมดกองเลยอ่ะ) หญิงแม่ (แม่สามี) ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้มาเยี่ยมเยือนวังเราหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ เล่นเอาเราสร้างภาพแทบไม่ทัน พอหญิงแม่กะเพื่อนกลับไปก็เล่นเอาเราหมดเรี่ยวหมดแรงไปเลย ยาหมอให้มาก็หมดแล้ว จากนั้นเราก็เริ่มมีอาการเดี้ยงอีกรอบ และก็ลากยาวมาจนถึงวันที่นั่งพิมพ์ต๊อกๆแต๊กๆอยู่นี่แหละเพื่อนเอ๋ย ไม่นึกเลยว่าสังขารเราจะมาถึงช่วงขาลงขนาดนี้ ป่วยลากยาวมาสองเดือนได้แล้วนะเนี่ย ซื้อยามากินเองสารพัดขนานและขนาดจนเหมือนกินขนม (เข็ดหมอเวียตนามเลยต้องเอาตัวเองเป็นสารนะ) ดีขึ้นได้สองวันก็ป่วยอีกแถมหนักกว่าเก่า กินจนไม่รู้จะซื้อยาอะไรมากินแล้วอ่ะ หมดภูมิปัญญา ซื้อจนหมดร้านขายยาแล้ว เจ็บคอ เป็นไข้ เป็นหวัด วนไปวนมา หนักเข้าตื่นเช้ามาเสียงหายไปเฉยๆ (ม่ายรุมีครายแช่งให้ยัยแก่ที่บ้านเลิกบ่นหรือป่าว) พอเสียงกลับมาก็กลายเป็นไอ แล้วก็ไอ แล้วก็ไอ ไอจนเป็นเลือดเป็นหนองออกมา พอเริ่มจะไอน้อยลงบ้าง อ้าว เว้ย มาเป็นหวัด นำมูกไหลเป็นยวงเขียวอีก รัยวะเนี่ย เราเลยคิดว่าเราต้องเป็นโรคปอดแหกอีกรอบแน่เลย วันนี้เลยตัดสินใจไปหาหมอ (ที่เดิม เพราะไปเป็นที่เดียว) เหมือนเดิม ตรวจเลือด ผลออกมาเม็ดเลือดขาวสูงเท่าที่ป่วยคราวที่แล้วเลย เป็นการบ่งบอกว่าร่างกายมีการติดเชื้อและกะลังต่อสู้กะเชื้อโรคอยู่ ส่งเราไปตรวจอัลต้าซาวเข้าอีหรอบเดิม ทุกอย่างปกติ แต่ดีที่เรามีประสบการณ์และหนนี้เตรียมตัวมาดี จะมาให้เราถือพารากลับบ้านเม็ดสองเม็ด เราไม่ยอมแน่หนนี้ เราก็เลยเอาซองยา ชื่อยา และใบรับรองแพทย์ จากหมอที่เมืองไทย มากางใส่หน้าหมอที่ตรวจวันนี้เลยอ่ะ ให้เห้นกันจะๆไปเลย ว่าที่คราวที่แล้วยูตรวจไอหัวจรดเท้าน่ะ ยูพลาดไปอย่างนึงที่ยูไม่ได้เอกซเรย์ปอด เพราะยูเชื่อหูตัวเองมากว่าใช้หูฟังแล้วมันปกติ ตกลงว่าวันนี้เราก็เลยได้ยาฆ่าเชื้อกลับบ้านสมใจ เป็นยาแบบเดียวกะที่เราได้จากหมอที่เมืองไทย เย้ !! แต่ก็ยังไม่ได้เอกซเรย์ปอดอีกอ่ะนะ หมอเวียตนามบอกว่าต้องเอกซ์แน่ๆ แต่ยังไม่ทำวันนี้เพราะหลังจากถามรอบเดือนเราไป เจ๊แกก็เลยกัวว่าเราจะมีโอกาสที่จะตั้งครรอยู่ ให้กลับมาทำอีกสิบวันให้หลัง นัดเราให้มาใหม่ อืม ดีมากหมอ ไอจะกลับมาถ้าไอไม่ตายไปซะก่อนอ่ะนะ ก็นี่แหละผองเพื่อนและพี่น้องทั้งหลาย ถึงตอนนี้ก็คงถึงบางอ้อกันแล้วนะว่าทำไมถึงไม่เห็นเราในโลกอินเตอร์เน็ตอีกเลยตั้งแต่นั้นมา สังขารคำเดียวสั้นๆ แถมเวลาป่วยนะก็ไม่ค่อยจะมีใครสงสาร ส่วนใหญ่มีแต่สมนำหน้าอ่ะว่าไม่รู้จักเจียมสังขาร ชอบอดหลับอดนอน ไม่ค่อยดูแลตัวเองเรื่องอาหารการกิน อย่าเอาอย่างนะจ๊ะ ไม่ดีไม่ดี เฮ้ย ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วอย่างนี้ ว่าจะเขียนแป๊ปเดียว ไหงยาวอีกแล้ว สิบเอ็ดทุ่มห้าสิบเก้านาทีพอดิบพอดี เราต้องรีบไปแล้วล่ะ เพราะรับปากคนที่บ้านไว้แล้วว่าจะไม่เล่นข้ามคืน หรือหามรุ่งหามคำอีกแล้ว อีกนาทีเดียวแย้ว ไปแร้วนะเพื่อน บาย ฟอร์ นาว หวังว่าคงไม่เจอกันที่เมืองไทยในเร็ววันนี้หรอกนะ (ถ้าเจอ แปลว่าเรากลับไปเข้าโรงบาลล่ะ อิอิ) เอ้เอง February 11 When I jump off the building... เมื่อชั้นกระโดดตึก...@ the 10th Floor, I saw a lovely couple whom people are always jealous of their love, were having a big fight.
@ the 9th floor, I saw Mr. Peter who is always energetic was crying with himself.
@ the 8th floor, I saw Mrs. Kitty was shocking from seeing her husband & her best friend together on her bed.
@ the 7th floor, I saw Mrs. Nancy was taking lunatic pills.
@ the 6th floor, I saw Mr. Chris, who was jobless, now looking for a job from 7 kinds of newspaper a day. @ the 5th floor, I saw Mr. Robert, a respectable teacher, was wearing his wife's underwear. @ the 4th floor, I saw a young lady, Rose, was having a brawl and ending up with her new boyfriend (again).
@ the 3rd floor, I saw uncle Sam who has been waiting for a visit from his children.
@ the 2nd floor, I saw Lilly was looking at her husband's picture. He ran away after 6 months of the marriage.
................................................................................
And I have a feeling that after they see me ... they would think the same ... their problem or what ever they have been through are not the end of the world.
You are not alone.
May today be better than yesterday
And tomorrow will be even better than today
Be happy,
Saksinee (A')
February 03 พายไก่....มาแล้วจ้า
เพื่อนๆ ช่วยเราด้วย !!! ตอนนี้เรากะลังตกอยู่ในอันตรายล่ะ ก็พายไก่เพื่อนร่วมรุ่นของพวกเราอ่ะดิ เค้ากะลังทั้งบังคับทั้งขู่เข็ญเรา ยัง... ยัง... ไม่พอ ยังเอามีดมาจ่อข้างหลังเราอีกอ่ะ บังคับให้เราเอารูปที่คิดว่างามที่สุดของตัวเองมาลงในเวบรุ่น ขู่ว่าถ้าเราไม่ลงให้จะเอามีดแทงข้างหลังเราให้ทะลุไปถึงหัวใจเลย อย่านะ อย่าคิดว่าพายไก่จะล้อเล่นนะ งานนี้พายไก่เอาจริงจ้า ด้วยความอยากโปรโมทตัวเองให้ดังไปทั่วโลกให้ได้ภายในเวลาข้ามคืน ด้วยเหตุผลที่ฟังดูแล้วก็พอรับได้ ไก่บอกเราว่าไก่อยากจะช่วยกู้หน้าและชื่อเสียงให้กลับมาสู่ประเทศไทย อยากจะทำให้คนทั่วโลกได้รับรู้ว่าประเทศไทยของเรายังมีสิ่งดีๆให้เชยชมอยู่นะ น่าปรบมือให้กับความหวังดีและเสียสละของเพื่อนเราจริงๆ
แต่เหตุผลลึกๆที่แอบแฝงอยู่ เราจะบอกให้ก็ได้ว่าจริงๆแล้วไก่น่ะอยากจะประกาศหาคู่ (คู่แท้) เพราะว่าเริ่มจะเบื่อบรรดาแฟนคลับที่ผลัดหลงเข้ามาแล้ว เบื่อให้เค้าหลอกเชยชมไปวันๆ อยากจะมีคู่แท้กะเค้าบ้างซะที ไก่บอกว่าก็เห็นเรานี่แหละที่จะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของไก่ที่จะทำให้ไก่สมหวัง อยากจะเข้าสมาคม...นายช่างกะเค้าบ้าง (ไอ้น้องดันไปโฆษณาไว้เล่นๆแต่ไก่ดันเอาจริง) เพื่อน... เราก็คงช่วยเพื่อนได้แค่นี้ละนะ เต็มที่แล้ว หาให้น่ะพอได้ แต่จะเก้บไว้ได้นานแค่ไหนอันนี้ก็แล้วแต่ฝีมือกะฝีปาก อ่ะนะเพื่อนนะ
โชคดีจ้า
เอ้
(SOC-ANT'32)
ป.ล. การขียนข้อความและคอมเม้นต่างๆในเวบนี้ ขอให้ระวังการใช้คำพูดนิดนึงนะจ๊ะ เพราะเพื่อนๆของเราทุกคนยังมีพ่อแม่พี่น้องและหน้าที่การงานที่ต้องคำนึงถึงอยู่จ้า
ปล. เก็บมาฝากพายไก่กะเพื่อนๆสาวโสดและหนุ่มโฉดทุกคน
จากนิตยสารชีวจิตฉบับที่ 169
เลือกคู่ ดูอย่างไร
คู่ชีวิตเป็นอะไรที่เลือกได้ ปัญหาครอบครัวหลายอย่างป้องกันได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสุภาพสตรี อยากให้รู้ว่าเป็นผู้หญิงก็เลือกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายถูกเลือกเสมอไป เรื่องสำคัญที่คุณสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีสามารถใช้พิจารณาประกอบในการเลือกคู่ครอง 1. ความสามารถในการเลี้ยงดูครอบครัว : บางคนอาจจะเข้าใจว่าความรักสำคัญที่สุด แต่พบว่าครอบครัวและชีวิตคู่จะอยู่รอดไปได้ก็ต้องการปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตให้เพียงพอ มีปัจจัยสี่ มีสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ไม่ขัดสนมาก แต่ไม่จำเป็นจะต้องรวยล้นฟ้า เพราะเงินทองและปัจจัยต่าง ๆ ทางวัตถุเป็นพื้นฐาน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง แม้จะมีปัจจัยมากขึ้นเท่าใดความสุขก็ไม่ได้เพิ่มตาม หนำซ้ำอาจจะมีความทุกข์ เพราะต้องใช้เวลาในชีวิตไปดูแลทรัพย์สินเหล่านั้น 2. ภูมิหลังก่อนแต่งงาน : โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตครอบครัว เพราะชีวิตในวัยเด็กคนเราเรียนรู้ทุกอย่างในการดำรงชีวิต และเอาตัวรอดได้จากครอบครัวของตัวเอง และมีแนวโน้มที่จะใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้นั้นกับครอบครัวในอนาคต ตัวอย่างในการเลี้ยงดู เช่น ถูกเลี้ยงอย่างตามใจมาก การเติบโตมาอย่างขาดความรัก ต้องการให้คนรักตลอดเวลา การมีชีวิตวัยเด็กที่ประสบความทุกข์ยากมาก ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงภูมิหลังของครอบครัว เช่น เชื้อชาติ ศาสนา ระดับการศึกษา ฐานะทางการเงิน อาชีพของตระกูล ชนชั้นทางสังคม ซึ่งถ้ามีความแตกต่างกันมากก็จะต้องปรับตัวมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ยากที่จะมีชีวิตคู่ราบรื่น 3. ความรัก : และแล้วก็มาถึงปัจจัยที่เรารอคอย จะเห็นได้ว่าความรักเป็นสิ่งที่ต้องถนอมและหมั่นเติมให้แก่กันอยู่เสมอ ความรักช่วยให้คนที่รักกันมีความสุข สบายใจ เพราะการที่คนเรารักกันจะทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าของตัวเราเอง ทำให้เรารักตัวเอง เห็นความสำคัญของตัวเอง สิ่งที่สำคัญในเรื่องของความรัก ก็คือ การมีความรักต่อกันเป็นพื้นฐาน และรู้จักรักษาความรักให้ยั่งยืน สิ่งที่น่าที่จะระวังคือ การแต่งงานด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น แต่งงานเพราะถูกฝ่ายชายข่มขืน หรือเพื่อเอาใจ ตามใจพ่อแม่ ในทางกลับกันถ้าแต่งงานกันด้วยความรักอย่างเดียว โดยไม่ดูในเรื่องอื่น ๆ เลย โอกาสที่จะมีปัญหาในอนาคตย่อมจะมีแน่นอน 4. ลักษณะนิสัยใจคอ : ไม่มีลักษณะนิสัยแบบใดที่เหมาะที่สุด หรือไม่เหมาะที่สุดในเรื่องของชีวิตคู่ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะยอมรับในนิสัยบางอย่างของอีกฝ่าย และถูกใจในนิสัยบางอย่างของอีกฝ่ายหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ การแต่งงานไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยของใครได้ทั้งนั้น ตั้งแต่นิสัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น วิธีการบีบหลอดยาสีฟัน วิธีกินข้าว ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ๆ ในชีวิต จึงควรที่จะใช้เวลาในการศึกษานิสัยใจคอ และทำใจยอมรับกับนิสัยบางอย่าง โดยทั่วไปก็ควรใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปี 5. เรื่องญาติ ๆ ของคู่สมรส : ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในกรณีนี้คือ เรื่องของแม่ผัวกับลูกสะใภ้ โดยความเป็นจริงแม้ว่าเราจะแต่งงานแล้วก็ตาม แต่ความเชื่อมโยงระหว่างครอบครัวเดิมและครอบครัวใหม่ยังคงมีอยู่ นอกจากจะเรียนรู้และยอมรับพื้นฐาน ความแตกต่างของครอบครัวอีกฝ่าย เราก็ควรจะทำใจให้กว้างแบ่งปันคู่ของเรากับครอบครัวเดิมของเขา ในขณะเดียวกันต้องแยกแยะมิให้ครอบครัวเดิมมามีอิทธิพลต่อครอบครัวของเรา พ่อแม่ลูกมากเกินไป เช่น วิธีเลี้ยงลูก การเลือกวิถีชีวิตของครอบครัว 6. ความต้องการของตัวเราเองจากการมีชีวิตคู่ : นอกจากความต้องการพื้นฐานในเรื่องปัจจัยสี่แล้ว คนเรายังมีเรื่องของความต้องการในระดับจิตใจ เช่น ต้องการใช้ชีวิตแบบใด ต้องการมีลูกหรือไม่ กิจกรรมที่จะทำร่วมกัน ไปจนถึงความต้องการการยอมรับ การให้เกียรติ การให้ความรักแก่กัน สิ่งสำคัญคือควรที่จะพูดคุยกับคู่ของตน ปรึกษาหารือกันให้ทราบความต้องการของแต่ละคน ในขณะเดียวกัน ก็เตรียมใจยอมรับว่าอาจจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมด การเปิดใจยอมรับข้อจำกัด และประนีประนอมแก่กันจะช่วยให้สามารถยอมรับความไม่สมหวังได้ การเลือกคู่ แม้ว่าจะไม่ง่าย แต่ก็มีความสำคัญ คนเราไม่ได้เปลี่ยนคู่กันบ่อย ๆ ในขณะเดียวกันจงอย่าลืมที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่น่ารัก น่าคบ น่าเลือกมาเป็นคู่ครองบ้าง และอย่าลืมว่า ไม่ว่าเราจะรักคู่ของเรามากแค่ไหน ก็อย่าลืมที่จะรักตัวเราเองให้มากกว่าคู่ของเรา...นิดหนึ่ง
กระดานข้อความ ฝากถึงเพื่อน ถึงแขวน ถึงกิ๊ก ที่หนายก้อด้ายนะจ๊ะ... แต่ไม่รับประกันความปลอดภัยและการแตกหักจ้า
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|